
คนยิวจะคิดทุกอย่างเป็นองค์รวม แต่คนต่างชาติคิดแบบแยกส่วนกัน ร่างกายเป็นส่วนที่บาป วิญญาณเป็นส่วนที่ดี ทำให้หลายคนสอนเรื่องการเติบโตฝ่ายวิญญาณแบบไม่ครบถ้วน
พระคัมภีร์กล่าวว่า พระเยซูก็ได้จำเริญขึ้นในด้านสติปัญญา ในด้านร่างกาย และเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้า และต่อหน้าคนทั้งปวงด้วย (ลูกา 2:52) พระเยซูทรงเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในทุกๆ ด้านของชีวิต ไม่ใช่แค่ด้านใดด้านหนึ่ง อย่างที่ คริสเตียนบางกลุ่มสอนกัน บางคนอาจแย้งว่าก็เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า แต่พระคัมภีร์บอกชัดเจนว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า แต่ถึงกระนั้นพระองค์ยังทรงดำเนินชีวิตเหมือนมนุษย์ธรรมดา และต้องพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเป็นแบบอย่างให้เราทำตาม
จากลูกา 2:52 สามารถกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงเป็นแบบอย่างให้เราเติบโตในด้านต่างๆเช่น
ก. ด้านความฉลาด และมีความจำที่ดี หรือ IQ (Intelligence quotient)
ข. ด้านความสามารถ หรือสติปัญญาจากพระเจ้า (พรสวรรค์สำหรับคนไม่เชื่อ) AQ (Ability quotient)
ค. ด้านสุขภาพ หรือ HQ (Health quotient)
ง. ด้านฝ่ายวิญญาณ (รู้จักกฎเกณฑ์และพระวจนะของพระเจ้า) หรือ MQ (Morality quotient)
จ. ด้านสังคม หรือ SQ (Social quotient)
ฉ. ด้านอารมณ์ความรู้สึก หรือ EQ (Emotional quotient)
- พระเยซูทรงเติบโตด้านสติปัญญา คำว่าสติปัญญานั้น ในภาษาเดิม มีความหมายมากกว่า ความรู้หรือ ความฉลาด ผมแยกออกเป็นสองส่วนคือ IQ และ AQ
- พระเยซูทรงเติบโตด้านร่างกาย HQ
- พระเยซูทรงเติบโตเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้า รู้ว่าอะไรถูกและอะไรผิดในมุมมองของพระเจ้า(รู้จักพระวจนะของพระเจ้า) หรือด้าน MQ
- พระเยซูทรงเติบโตขึ้นเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไป (บริบทภาษาเดิม) ผมแยกออกเป็นสองส่วนคือ sQ และ EQ
การเติบโตของมนุษย์ในมุมของพระคัมภีร์นั้น เราต้องเติบโตขึ้นในหกด้านด้วยกัน แน่นอนว่าบางด้านอาจสำคัญเร่งด่วนกว่าบางด้านเช่น ด้าน MQ เกี่ยวข้องกับการบังเกิดใหม่ และความรอด แต่กระนั้นก็ตาม น้ำพระทัยดั้งเดิมของพระเจ้าคือให้เรามีชีวิตที่ครบบริบูรณ์ (ยอห์น 10:10)
ปัญหา คือ คริสเตียนบางกลุ่มบางคณะจะเน้นการเติบโตด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น แต่พระเยซูต้องการให้เราได้รับความบริบูรณ์ในทุกด้าน ในขณะที่ซาตานต้องการให้เราเน้นบางอย่างเท่านั้น
อันตรายของการเน้นบางอย่าง ลองนึกภาพดูนะครับ
-ถ้าเรามีทุกด้านแต่ขาดด้าน IQ เราก็รับใช้พระเจ้าได้ไม่เต็มที่ เช่นถ้ามีอารมณ์ดี จริงใจกับพระเจ้า เข้ากับทุกคนได้ สุขภาพก็ดี แต่ไม่ค่อยเข้าใจอะไรเลย และจำอะไรไม่ค่อยได้ เขาจะรับใช้พระเจ้าได้ในบางจุดเท่านั้น
-แต่ถ้าอีกคนหนึ่งมี IQ ความรู้ความเข้าใจ และความจดจำเป็นเลิศ สุขภาพก็ดี รู้จักพระวจนะก็มาก วางมือรักษาโรคก็หาย แต่เข้ากับใครไม่ค่อยได้ ไปที่ไหนวงแตกทุกที่ ต่อให้เก่งแค่ไหนก็รับใช้พระเจ้ายากครับ
- อีกคนหนึ่งมีความรู้ความสามารถสูง และเข้ากับคนได้ดี มีสุขภาพดีเยี่ยม แต่ฝ่ายวิญญาณแย่ เช่น ไม่มีการเจิมหรือไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้า (เช่น ไม่กลับใจจากบาปอย่างแท้จริง) ก็รับใช้พระเจ้าได้แค่บางสิ่งเท่านั้น
- อีกคนดีทุกอย่าง แต่นอนป่วยที่โรงพยาบาลก็รับใช้พระเจ้าได้ยากอีกเหมือนกัน
- สิ่งหนึ่งที่ผมต้องการให้เห็นความคำคัญคือ ความสามารถ (AQ) เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าความสามารถกับ ความรู้ (IQ) ต่างกันอย่างไร มีสุภาษิตไทยที่น่าจะให้ภาพความแตกต่างนี้ได้ เช่น ฉลาดแต่ไม่เฉลียว คำว่า “เฉลียว”ใกล้เคียงกับความสามารถ หรือ ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด (การเอาตัวรอดหมายถึงความสามารถในการดำเนินชีวิต) ความหมายคือคนที่มี IQ แต่ขาด AQ เช่น บางคนจบด๊อกเตอร์มาจากเมืองนอก ได้เกียรตินิยมแถมมาด้วย แต่กลับมาเมืองไทยทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขา ได้ดูแลคนสี่ห้าคนเท่านั้น ในขณะที่บางคนจบ ป .6 แต่มีความสามารถจัดการบริษัทที่มีคนเป็นหมื่นได้
สรุปให้เห็นภาพคือ ท่านด๊อกเตอร์มีความรู้แต่ไม่มีความสามารถ แต่อาแปะที่เป็นประธานบริษัทนั้นมีความสามารถแต่มีความรู้น้อย
คริสเตียนจำนวนไม่น้อย ผ่านการอบรมมากมาย เรียนจบโรงเรียนพระคัมภีร์ แต่ทำอะไรไม่ค่อยเป็น
และอีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนเข้าใจพระคัมภีร์ผิด คือ สับสนระหว่างความรู้ และสติปัญญา ความรู้คือสิ่งที่เรารู้หรือมีข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ แต่ ความสามารถในการนำสิ่งที่รู้นั้นไปใช้เรียกว่าสติปัญญา ตัวอย่าง เช่น บางคนอาจรู้ว่าพระเยซูเป็นผู้ช่วยให้รอด ปราศจากพระองค์เราต้องถูกปรับโทษ นี่เป็นความรู้ที่ยอดเยี่ยมเลย แต่ด้วยการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ออกไปเปิดเทปประกาศกลางสี่แยกไฟแดง ด้วยเสียงอันดังว่า คนบาปทั้งหลายจงกลับใจเสียใหม่ ถ้าไม่เช่นนั้น ท่านต้องตกบึงไฟนรก แทนที่ผู้คนจะสนใจฟังความรู้อันยอดเยี่ยมนี้ กลับพากันด่าทอพระเยซู (ผมเห็นมากับตาตัวเองเลย) เขาเรียกว่าเป็นคนที่มีความรู้แต่ปราศจากสติปัญญา พี่น้องครับ อย่าขอแค่ความรู้จากพระเจ้า แต่ให้เราขอสติปัญญาจากพระเจ้า เพื่อจะนำความรู้นั้นไปใช้ด้วย ทั้งนี้รากฐานของสติปัญญาจากพระเจ้า(ไม่ใช่สติปัญญาแบบมนุษย์) คือ ความยำเกรงพระเจ้า
ทูลขอการเติบโตในทุกๆ ด้านของชีวิตจากพระเจ้า อย่าเน้นแค่ด้านใดด้านหนึ่ง 3 ยอห์น ข้อ2 กล่าวว่า ให้เราจำเริญขึ้นในทุกด้าน ทั้งฝ่ายวิญญาณ สุขภาพร่างกาย และการเงินด้วยการทำมาหาเลี้ยงชีพ หลายคนเข้าใจงานรับใช้ผิด คิด ว่าการรับใช้ที่แท้จริงคือต้องประจำที่โบสถ์ และรับเงินเดือนจากโบสถ์ และผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณต้องยากจนแต่งตัวมอซอ อดมื้อกินมื้อ นี่เป็นการเข้าใจพระคัมภีร์ที่ผิด และพระคัมภีร์ได้สอนเรื่องการรับใช้กว้างกว่าการมานั่งกินเงินเดือนที่โบสถ์ งานรับใช้คือการทำในสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เราทำ สามารถแบ่งออกเป็น 7 ด้าน ดังที่กล่าวไว้ในหัวข้อแรกๆ แล้ว ดังนั้นการท้าท้ายให้บางคนลาออกจากงานเพื่อจะได้รับใช้พระเจ้าอย่างแท้จริงนั้น เป็นการเข้าใจพระคัมภีร์อย่างไม่ถูกต้อง และไม่เข้าใจภาพรวมของการเติบโตในฝ่ายวิญญาณอีกด้วย
เขียนโดย simon sainasith
ผู้นำคริสตจักรบ้านแห่งพระคุณรังสิต
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น